เอสซีจีผนึกกำลังสยามคูโบต้าชวนภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และเกษตรกร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ระดมความคิด ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านการเกษตร เพื่อพัฒนาภาคเกษตรไทยสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

ปัจจุบัน ทั่วโลกกำลังประสบปัญหาขาดแคลนทรัพยากร ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการใช้ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด การนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านการเกษตร (Agri-Circular Economy) มาประยุกต์ใช้ ช่วยให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน สร้างรายได้ที่มั่นคง และเพิ่มคุณภาพผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องยกระดับการพัฒนาภาคเกษตรไทยสู่เกษตรกรรมยั่งยืน





เอสซีจีร่วมกับ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดกิจกรรม “Pre-Session: เศรษฐกิจหมุนเวียนด้านการเกษตร (Agri-Circular Economy)”

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน SD Symposium 2020 “Circular Economy: Actions for Sustainable Future” โดยเชิญตัวแทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และเกษตรกรจำนวน 38 คน จาก 29 องค์กร มาร่วมเรียนรู้โมเดลต้นแบบการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนด้านการเกษตรภายในคูโบต้าฟาร์ม จ.ชลบุรี ตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำ (End to End Solutions) ภายใต้แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ การบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร การลดต้นทุนในการบริหารจัดการฟาร์ม การใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มพร้อมจัด Workshop แลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ ระดมความคิด เพื่อร่วมกันหาแนวทางผลักดันให้เกิดความร่วมมือต่อยอดในการนำเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านการเกษตรไปประยุกต์ใช้ให้เกิดความยั่งยืนในภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม โดยเกษตรกรเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้และนำไปสู่การขยายผลในวงกว้าง โดยมีข้อสรุปแนวทางหรือข้อเสนอแนะจากการระดมความคิดของทุกภาคส่วนในประเด็นที่สำคัญๆ ดังนี้



การขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่

  • ภาครัฐควรออกนโยบายที่ชัดเจนและมีความต่อเนื่อง มีการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างถูกวิธีให้กับเกษตรกร เน้นให้เกษตรกรพึ่งพาตนเอง และสนับสนุนเกษตรกรในการเข้าถึงเครื่องมือที่ทันสมัย
  • สร้างปราชญ์ชาวบ้านเพื่อเป็นตัวอย่างและขยายผลไปยังคนใกล้เคียง รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดแหล่งเรียนรู้ หรือโมเดลต้นแบบในแต่ละพื้นที่ และการรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลในการดำเนินการ เพื่อให้เกิดการต่อยอดและขยายผลไปยังชุมชุนหรือพื้นที่อื่น
  • สร้างความเชื่อมั่น ความเข้าใจ และโอกาสจากการประยุกต์ใช้เกษตรทฤษฎีใหม่ ที่จะช่วยให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น การสร้างตลาดรองรับผลิตภัณฑ์จากเกษตรทฤษฎีใหม่ รวมถึงผลักดันการสร้างแบรนด์ให้มีมาตรฐาน รวมทั้งกระบวนการรองรับและตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค









การบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร

  • สร้างชุมชนต้นแบบ หรือพื้นที่ตัวอย่างที่มีการใช้และสร้างองค์ความรู้ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาชาวบ้าน มีการสร้างความมีส่วนร่วมในชุมชน ในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ให้ชุมชนอื่น
  • บูรณาการข้อมูลที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานภาครัฐ และจัดตั้งศูนย์รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการน้ำแห่งชาติ โดยภาครัฐดำเนินการตั้งแต่ระดับจังหวัด และเป็น Single Platform เพื่อบริหารจัดการน้ำได้อย่างเหมาะสมกับการใช้ และขยายผลไปยังส่วนอื่น ๆ เช่น ภาคเกษตรกรรม ภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น



การลดต้นทุนในการบริหารจัดการฟาร์ม

  • สร้างแรงจูงใจในการลดต้นทุนการบริหารจัดการฟาร์ม ด้วยการให้ความรู้บัญชีครัวเรือน เพื่อให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือน และต้นทุนในการทำเกษตรให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด รวมถึงการสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำแก่เกษตรกร
  • กำหนด Zoning พืช เพื่อควบคุมชนิด ปริมาณและมาตรฐานการผลิตให้ผลผลิตมีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงจัดหาตลาดรองรับ เพื่อแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำเนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาด
  • ภาครัฐควรกำหนดนโยบายและโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง









การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

  • ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำให้กับเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง โดยสร้างศูนย์การเรียนรู้ในเทคโนโลยีที่จำเป็น อาทิ ความรู้ด้าน Remote Sensingการใช้ Drone และการเพาะปลูกที่เหมาะสม ในรูปแบบการสร้างภาคีเครือข่าย ร่วมกับภาครัฐ เอกชน ตลอดจนสถาบันการศึกษา
  • จัดทำระบบ Sharing Platform เช่น การเช่าอุปกรณ์เครื่องจักรทางการเกษตรต่าง ๆรวมถึงการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดเล็ก เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
  • ใช้เทคโนโลยี IoTในการจัดทำระบบ Big Data เพื่อเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในกระบวนการผลิตอีกทั้งสามารถวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้แม่นยำมากขึ้น



การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างมีคุณค่า

  • ปรับเปลี่ยนกรอบความคิดและพฤติกรรมของเกษตรกรให้จัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ใบอ้อย ซังข้าวโพด และเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอื่นๆ ด้วยวิธีเกษตรปลอดการเผาสนับสนุนการนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล อาหารสัตว์ รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ภาชนะใส่อาหาร วัสดุตกแต่งพาร์ติเคิลบอร์ด (particleboard) เป็นต้น
  • สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร รวมถึงลดปัญหา PM2.5 โดยมุ่งสร้างชุมชนต้นแบบด้านการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างมีคุณค่า โดยภาครัฐและเอกชนผลักดันให้มีการรวมกลุ่มเกษตร และสนับสนุนเรื่องเครื่องจักรกลการเกษตร แหล่งจัดเก็บ รวมถึงการขนส่ง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และขยายผลต่อยอดสู่ชุมชนอื่น
  • การทำ Matching Platform จับคู่ระหว่างเกษตรกรกับตลาด เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้
  • แก้ปัญหาเรื่องต้นทุนของเครื่องจักรกลการเกษตร โดยการรวมกลุ่มกัน (Sharing Platform) ในการใช้เครื่องจักรทางการเกษตร ที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงอุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ ได้ง่ายโดยไม่ต้องลงทุนซื้อเอง ผ่านการดำเนินการในรูปแบบสหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อซื้อเครื่องจักร โดยภาครัฐจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรที่มีราคาถูกลง ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
  • ให้ความรู้และส่งเสริมงานวิจัยด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ แปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอื่นๆ โดยสถาบันวิจัยของภาคครัฐและเอกชนส่งเสริมและวิจัยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร









ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แรงขับเคลื่อนสำคัญสร้างภาคเกษตรให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การพัฒนาภาคการเกษตรไทยสู่การเป็นเกษตรกรรมยั่งยืน ด้วยการประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านการเกษตร (Agri-Circular Economy) จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และเกษตรกร ที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน เรียนรู้ ศึกษา และพัฒนาไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชน เสริมความรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำที่ช่วยบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตให้คุ้มค่าสูงสุด ทั้งดิน น้ำ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การสร้างปราชญ์ชาวบ้านหรือชุมชนต้นแบบในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และขยายผลต่อยอดสู่ชุมชนอื่นส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรให้มีต้นทุนที่ถูกลง รวมถึงสนับสนุนการทำ Sharing Platform ช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องจักรกลการเกษตรได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้การทำ Matching Platform จับคู่ระหว่างเกษตรกรกับตลาด และการใช้ Big Data เพื่อวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการตลาด จะช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกรภาครัฐควรกำหนดนโยบายและโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่และดำเนินการอย่างต่อเนื่องมีการบูรณาการข้อมูลที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานภาครัฐเพื่อสะดวกต่อการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง


ติดตามผลการระดมสมองตลอด 1 เดือน เพื่อหาทางออกวิกฤตของโลก
เรื่องการจัดการน้ำ การจัดการขยะ การนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในภาคเกษตรกรรม และการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง
พร้อมถอดบทเรียนสู่ความยั่งยืน และบทสรุปข้อเสนอสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในทุกภาคส่วนได้
ในงาน SD Symposium 2020 วันที่ 9 พ.ย. 2563 เวลา 13.30 – 15.00 น. ที่ www.sdsymposium2020.com